เปิดตัว Infinix Smart 6 มือถือราคาประหยัดแต่สเปคจัดเต็มด้วยชิป Helio A35

Infinix Smart 6

Infinix Smart 6 สมาร์ทโฟนที่เป็นของขั้นระดับของการที่ได้เริ่มต้นที่เพิ่งได้มีการเปิดตัวในประเทศไทยเป็นที่แรกของโลก มาพร้อมหน้าจอขนาดใหญ่เบิ้มถึง 6.6 นิ้ว ความละเอียด HD+ ขับเคลื่อนการทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Android 11 Go Edition

ตั้งแต่แกะกล่อง ใช้ขุมพลัง MediaTek Helio A35 ที่สามารถรองรับการใช้งานในชีวิตประจำวันได้แบบสบาย ๆ พร้อมแบตเตอรี่สุดอึดขนาด 5,000 mAh ที่ทำการใช้งานกันได้เลยแบบต่อเนื่องตลอดทั้งวันด้วยการชาร์จเต็มเพียง 1 ครั้ง

Infinix Smart 6 มาพร้อมกล้องหลัง 8MP พร้อม AI Lens ช่วยประมวลผลภาพ

Infinix Smart 6

Infinix Smart6มือถือระดับเริ่มต้นรุ่นใหม่ของค่ายInfinix ที่ตอบได้ตรงต่อโจทย์ของการที่ได้ใช้กันของงานที่แบบทั่วไปด้วยหน้าจอแบบ IPS LCD ขนาดใหญ่เต็มตาที่ 6.6 นิ้ว ความละเอียด HD+ (720 x 1,600 พิกเซล)

รองรับอัตรารีเฟรชเรท 90Hz มีอัตราส่วนจอภาพต่อตัวเครื่องอยู่ที่ 85% ขับเคลื่อนการทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Android 11 Go Edition ตั้งแต่แกะกล่อง

ใช้ขุมพลังชิปเซ็ต MediaTek Helio A35 ความเร็ว 1.6GHz  ที่ทำงานร่วมกับหน่วยที่ได้ทำการประมวลผลของทางด้านกราฟฟิกส์ PowerVR GE8320 ใช้หน่วยความจำ RAM ขนาด 2GB และ ROM ความจุ 32GB  ตอบโจทย์ความบันเทิงด้วยลำโพงคุณภาพจาก DTS และยังมีฟีเจอร์ที่ทำการปลดล็อคกันไปของตัวเครื่องทั้งมาในแบบของทางด้านการเซ็นเซอร์เพื่อที่จะทำการสแกนกันของลายนิ้วมือและแบบสแกนใบหน้าอีกด้วย 

นอกจากนี้Infinix Smart 6 ยังมาพร้อมกล้องหลังคลามละเอียด 8MP พร้อมฟีเจอร์ AI Lens ที่คอยได้มีการช่วยในเรื่องของการประมวลผลกันเกี่ยวกับภาพถ่ายให้สวยงามเป็นธรรมชาติมากขึ้นแบบอัตโนมัติ รองรับการถ่ายวิดีโอความละเอียดระดับ Full HD (1,080 พิกเซล) ได้ที่ 30 เฟรมต่อวินาที

Infinix Smart 6

พร้อมกล้องหน้าความละเอียด 13MP ที่สามารถถ่ายวิดีโอความละเอียด HD (720 พิกเซล) ได้ที่ 30 เฟรมต่อวินาที ในส่วนของแบตเตอรี่นั้น ก็ให้อึด ๆ ที่ 5,000 mAh สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องตลอดทั้งวันโดยการชาร์จเต็ม 100% แค่ 1 ครั้ง แถมยังสามารถเชื่อมต่อไร้สายผ่าน Bluetooth 5.0 ได้อีกด้วย 

ทั้งนี้Infinix Smart 6 มีให้ได้ทำการลือกด้วยกันนั้นจำนวนที่มีทั้งหมด 4 สี ได้แก่ ดำ (Polar Black), ฟ้า (Blue Breeze), เขียว (Light Sea Green) และ ม่วง (Starry Purple) โดยจะเริ่มวางจำหน่ายในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคมนี้

Infinix Smart 6

เป็นต้นไป สนนราคาอยู่ที่ 3,199 บาท ที่ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ หรือตามเว็บไซต์ช็อปปิ้งออนไลน์ที่น่าเชื่อถือ และ betclic88 ทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจของการแทงบอล เดิมพันง่าย ได้เงินจริง มีรางวัลมากมาย ให้บริการ 24 ชั่วโมง

ติดตาม ข่าวสารวงการไอที และ อัพเดทได้ก่อนใครที่นี่

เปิดตัว Vivo S10e 5G มือถือซีรีส์ S น้องเล็ก พร้อมหน้าจอ AMOLED 6.4 นิ้ว

Vivo S10e 5G

Vivo S10e 5G สมาร์ทโฟนน้องเล็กในซีรีส์ S ที่อัพเกรดมาจากรุ่นก่อนหน้าอย่าง Vivo S9e 5G ที่เปิดตัวไปเมื่อช่วงเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา โดยมันมาพร้อมกับหน้าจอแบบ AMOLED ขนาด 6.4 นิ้ว

ความละเอียด Full HD+ รองรับรีเฟรชเรท 90Hz และ HDR10+ รวมถึงเซนเซอร์สแกนนิ้วมือใต้จอ ส่วนแบตเตอรี่ก็มีขนาดกำลังดีที่ 4,000 mAh รองรับการชาร์จไวถึง 44W 

Vivo S10e 5G ใช้ขุมพลัง Dimensity 900 และ RAM 8GB

 Vivo S10e 5G

Vivo S10e 5Gมาพร้อมหน้าจอแบบ AMOLED ขนาด 6.4 นิ้ว ความละเอียด Full HD+ (1,080 x 2,400 พิกเซล) รองรับในส่วนของทางด้านอัตราที่เป็นการรีเฟรชเรท 90Hz

รองรับ HDR10+ ใช้ดีไซน์ Notch แบบหยดน้ำสำหรับวางกล้องหน้าคล้ายกับรุ่นพี่อย่าง Vivo S9e 5G ที่เปิดตัวไปเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

พร้อมเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือใต้จอ ขับเคลื่อนการทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Android 11 ตั้งแต่โรงงาน ครอบด้วย OriginOS 1.0 ใช้ชิปเซ็ต Mediatek Dimensity 900 ที่มีประสิทธิภาพสูสีกับ Snapdragon 7 Series

 Vivo S10e 5G

ทำงานร่วมกับหน่วยประมวลผลกราฟฟิกส์ Mali-G68  ใช้หน่วยความจำ RAM ขนาด 8GB LPDDR4x และ ROM ความจุ 128GB/256GB

แบบ UFS 2.1 (ไม่รองรับ microSD Card) ส่วนแบตเตอรี่ก็ให้มาขนาดกำลังพอดีที่ 4,000 mAh รองรับการชาร์จไวถึง 44W

นอกนากนี้Vivo S10e 5G ยังมาพร้อมกล้องหลัง 3 ตัว ประกอบด้วยกล้องหลักความละเอียด 64MP, กล้อง Ultrawide ความละเอียด 8MP มุมกว้าง 119 องศา และกล้อง Depth ความละเอียด 2MP สามารถถ่ายภาพที่ถือว่ามีขนาดกันมาที่สูงสุด 8,000 x 6,000 พิกเซล และบันทึกวิดีโอความละเอียดระดับ HD ได้ที่ 30 เฟรมต่อวินาที รวมถึงวิดีโอระดับ 4K ได้ที่ 30 เฟรมต่อวินาที  ส่วนกล้องหน้าก็ให้มาแบบจุใจที่ความละเอียด 32MP

โดยตัวมือถือรองรับการเชื่อมต่อทั้ง USB-C และ Bluetooth 5.1  ทั้งนี้Vivo S10e 5G เตรียมเปิด Pre-order ในประเทศจีน วันที่ 20 ตุลาคม นี้ โดยมีให้เลือกทั้งหมด 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น 8GB/128GB และรุ่น 8GB/256GB  สนนราคาอยู่ที่ 2,399 หยวน หรือประมาณ 12,500 บาท และ 2,599 หยวน หรือประมาณ 13,500 บาท ตามลำดับ (ไม่รวมภาษี)

 Vivo S10e 5G

แต่ยังไม่มีการเปิดเผยว่าจะมีการนำมือถือรุ่นนี้ไปวางขายในต่างประเทศด้วยหรือไม่ หรืออาจจะวางขายแต่เปลี่ยนไปใช้ชื่ออื่นแทนก็เป็นไปได้ และ Betclic88 ศูนย์รวมความบันเทิงในการเดิมพันคาสิโนออนไลน์ ทุกรูปแบบ ครบครัน เดิมพันง่าย รวยไว ปลอดภัย ฝากถอนง่าย ให้บริการ 24 ชั่วโมง

ติดตาม ข่าวสารวงการไอที และ อัพเดทได้ก่อนใครที่นี่

เปิดตัว Acer Predator GD711 โปรเจคเตอร์เกมมิ่ง 4K ฉายภาพใหญ่สะใจ 300 นิ้ว!

Acer Predator GD711

Acer Predator GD711 โปรเจคเตอร์ที่เป็นพวกของเกมมิ่งที่ถือว่าเป็นรุ่นตัวที่ล่าสุดที่ได้มีการมาพร้อมกับสิ่งที่เป็นพวกสเปคที่ได้มีการจัดเต็มเอาใจสายเกมที่ต้องการภาพคมชัด ใหญ่สะใจ

เพราะมันสามารถฉายภาพที่ถือว่ามีขนาดที่ใหญ่เอามาก ๆ ถึงจำนวน 300 นิ้ว ความพร้อมคมชัดระดับ 4K แถมมันนั้นยังทำการรองรับในเรื่องของอัตราที่เป็นของพวกรีเฟรชเรทกันเลยนั้นถึงจำนวน 240Hz หมดปัญหาภาพเบลอ เรียกได้ว่าตอบโจทย์เหล่าเกมเมอร์ที่ใฝ่ฝันอยากเล่นเกมจอยักษ์ระดับโรงภาพยนตร์ย่อม ๆ ของหลายคนเลยทีเดียว

Acer Predator GD711 ใช้หลอด LED ที่มีอายุการใช้งานยาวนาน 30,000 ชั่วโมง

Acer Predator GD711

Acer Predator GD711โปรเจคเตอร์ที่ถือว่าเป็นขุ้น LED ระดับของตัวท็อปที่ได้มีการฉายของภาพที่มีเรื่องละเอียดกันเลยนั้นสูงสุดในขั้นระดับที่ 4K (3,840 x 2,160 พิกเซล) และฉายของมาของภาพขนาดที่ถือว่าใหญ่กันเองมาก ๆ ถึงจำนวน 300 นิ้ว ในระยะหางจากจอภาพประมาณ 7 เมตร รวมถึงสามารถปรับ เป็นภาพขนาด 100 ในระยะห่างจากจอภาพประมาณ 2 เมตร ก็ได้เช่นกัน รองรับการแสดงผลแบบ HDR10

พร้อม Color gamut Rec.709 ซึ่งเป็นมาตรฐานของตัวสีที่ถือว่ามีระดับเดียวกับการดูภาพยนตร์ ปรับความสว่างได้สูงสุด 4,000 LED Lumens  แต่สำหรับใครที่ต้องการเล่นเกมโดยเฉพาะ ก็สามารถปรับเป็นโหมดเกมเพื่อลดความละเอียดภาพลงมาอยู่ระดับ Full HD

Acer Predator GD711

แต่เร่งจำนวนของค่าที่เป็นพวกรีเฟรชเรทกันนั้นขึ้นกันไปได้เลยแบบที่เป็นจำนวนสูงสุดกันเลยนั้นถึงจำนวน 240Hz สำหรับเกม PC และ 120Hz สำหรับเกมคอนโซล รวมทั้งยังมีระบบ VRR (Variable Refresh Rate) ที่จะคอยปรับค่ารีเฟรชเรทของตัวโปรเจคเตอร์ให้สอดคล้องกับภาพที่เล่นอยู่ใน PC หรือ คอนโซล เพื่อลดอาการกระตุกให้ภาพไหลลื่นมากขึ้น 

นอกจากนี้Acer Predator GD711ยังมาพร้อมฟีเจอร์เด่นอย่าง 2D Keystone ที่ปรับกันไปได้ของภาพที่เป็นสี่เหลี่ยมในรูปของคางหมูนั้นให้ได้มาแบบตรงกันนั้นได้ทั้งในแนวตั้งหรือแม้แต่จะเป็นแนวนอน หรือระบบ Auto-Keystone ที่ปรับกันไปได้ของภาพที่เป็นสี่เหลี่ยมในรูปของคางหมูในแนวที่เป็นตั้งกันเลยนั้นอัตโนมัติ เป็นต้น  ยิ่งไปกว่านี้ ทาง Acer ยังเคลมว่า หลอดที่เป็นของภาพ LED ของทางด้านตัวโปรเจคเตอร์มีอายุการใช้งานยาวนานสูงสุดถึง 30,000 ชั่วโมง พูดง่าย ๆ ว่า หากเล่นเกมวันละ 8 ชั่วโมง ก็ยังสามารถใช้งานได้อย่างต่ำ 10 ปีเต็ม

Acer Predator GD711

ทั้งนี้Acer Predator GD711จะเริ่มที่จะได้มีการวางเพื่อทำการจำหน่ายกันนั้นอย่างที่ถือว่าเป็นทางการกันเลยในทางด้านของประเทศจีนช่วงของเดือนพฤศจิกายนนี้ สนนราคาอยู่ที่ 11,999 หยวน หรือประมาณ 62,100 บาท (ไม่รวมภาษี) นอกจากนี้ ยังมีรุ่นเล็กอย่าง Acer Predator GD712 ที่เป็นตัวลดสเปคลงมาใช้หลอดภาพธรรมดา ซึ่งมีอายุการใช้งานต่ำกว่า ให้เลือกอีกด้วย 

 และ  ufabet147 เว็บไซต์พนันออนไลน์ชั้นนำ ที่ทั่วโลกต่างให้การยอมรับ ว่าดีที่สุดในตอนนี้ เดิมพันง่าย รวยไว ปลอดภัย ให้บริการ 24 ชั่วโมง

ติดตาม ข่าวสารวงการไอที และ อัพเดทได้ก่อนใครที่นี่

การเลือก ไอที เสริมความงาม อุปกรณ์ที่ผู้หญิงต้องมี

ไอที เสริมความงาม

ในช่วงของสมัยก่อนผู้หญิงเวลาแต่งตัวจะเริ่มมากจากการแต่งหน้าด้วยสมุนไพร และการทาสมุนไพรเป็นส่วนใหญ่ แต่ยุคสมัยที่ได้มีการเปลี่ยนกันไปนั้นมีการนำอุปกรณ์ ไอที เสริมความงาม มาใช้และมาช่วยในการแต่งหน้าทำผมมากยิ่งขึ้น เพื่อให้เข้ากับทางด้านของแฟชั่นในยุคสมัยนี้เทคโนโลยีจึงมีบทบาทที่สำคัญต่อการ ใช้ชีวิตแม้กระทั่งการเสริมความงาม แต่จะมีอุปกรณ์อะไรบางที่ช่วยทำให้ชีวิตของคุณง่ายขึ้น ไม่ดูกันเลยดีกกว่าค่ะ 

การเลือก  ไอที เสริมความงาม ที่เข้ากับการใช้งานในสไตล์ของคุณ

ไอที เสริมความงาม
  1.  ที่หนีบผม เป็นไอเทมเทคโนโลยียอดฮิตที่สุด เพราะเป็นการทำผมที่ทำออกมาได้หลายแบบ ไม่ว่าคุณต้องการมีผมตรงผมหยิกหรือแม้กระทั้งการม้วนโล ล้วนเป็นอุปกกรณ์ไอทีที่จำเป็นต้องมี และเชื่อว่าผู้หญิงยุคใหม่จะไม่เสียเวลาทำผมนานๆ แล้วค่ะ ต้องหาตัวช่วยในการใช้งานและไตล์ของคุณมาลองใช้กันดูนะค่ะ
  2. ไดร์เป่าผม เป็นอุปกรณ์เทคโนโลยี ที่เกี่ยวกับผมและเพิ่มความสะดวกสบายกับผมมากยิ่งขึ้น เพราะช่วยให้คุณมีผมที่แห้งเร็วหลังสระผม เพราะไอเทมตัวนี้มีหน้าที่ ทำการเป่าผมให้แห้งโดยใช้ไอจากความร้อน มีหลายขนาดและหลายสเปคการใช้การก็อยู่ที่ตามต้องการ ทั้งผมสั้น และผมยาว เป็นอุปกรณ์ไอทีที่ขาดไม่ได้เลยจริงๆ ค่ะ ช่วยให้ผู้หญิงได้ใช้ชีวิตให้ง่ายขึ้นและยังช่วยให้ประหยัดเวลาไปอีกค่ะ
  3. เครื่องอบไอน้ำ เป็นอุปกรณ์ไอทีที่ตอนนี้ดัดแปลง เป็นพวกของเครื่องอบไอน้ำแบบขนาดกระทันรัดที่เหมาะที่จะมีไว้ที่บ้านสักอันค่ะแล้วค่ะ เป็นไอที เสริมความงาม ที่จะช่วยด้านให้คุณมีเส้นผมที่สวยและเงางาม มีความนุ่มหลังการยืดการดัด ไม่จำเป็นที่ต้องไปที่ร้านทำผมแล้วค่ะ หากคุณมีอุกปกรณ์เทคโนโลยีอันนี้ติดบ้านไว้สักอัน ประหยัดเวลาและประหยัดเงินไปได้มากเลยค่ะ
ไอที เสริมความงาม

ดูรีวิว การเลือกไอที เสริมความงาม ไปกันแล้ว มีครบกันหรือยังค่ะบ้านไหนยังไม่มีต้องไปหาซื้อมาติดไว้ที่บ้านสักเครื่องแล้วค่ะ  เพื่อความสวยงามเราจะหยุดไม่ได้นะค่ะ เป็นอุปกรณ์ที่มีประโยชน์และช่วยทำให้สะดวกมีความรวดเร็ว ทุกครั้งที่เราเลือกใช้งาน ยังเป็นอุปกรณ์ไอที สำหรับความงามที่มีความจำเป็นจริงๆ ค่ะ

ไอที เสริมความงาม

 และ 356bet  เว็บไซต์พนันออนไลน์ชั้นนำ ที่ทั่วโลกต่างให้การยอมรับ ว่าดีที่สุดในตอนนี้ เดิมพันง่าย รวยไว ปลอดภัย ให้บริการ 24 ชั่วโมง

ติดตาม ข่าวสารวงการไอที และ อัพเดทได้ก่อนใครที่นี่

เปิดตัว ConceptD 7 SpatialLabs Edition โน๊ตบุ๊ค 4K แสดงภาพ 3D แบบไม่ต้องสวมแว่น!

ConceptD 7 SpatialLabs Edition

ConceptD 7 SpatialLabs Edition โน้ตบุ๊คซีรีส์ ConceptD รุ่นใหม่จากค่าย Acer ที่มาพร้อมจุดเด่นสุดล้ำอย่างหน้าจอขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด 4K ที่สามารถแสดงภาพ 3 มิติ (3D)

พุ่งออกมาจากหน้าจอได้โดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องสวมแว่นช่วยเลย แถมยังมีเทคโนโลยีกล้อง Eye-tracking ที่ช่วยตรวจจับสายตาผู้ใช้ว่ากำลังมองไปทิศทางไหน เพื่อปรับภาพ 3 มิติ ให้ได้มีการแม่นยำและเป็นสิ่งที่สมจริงทุกทิศทาง

ConceptD 7 SpatialLabs Edition มาพร้อม CPU Core i7 11th Gen และ GeForce RTX 3080

ConceptD 7 SpatialLabs Edition

ConceptD 7 SpatialLabs Editionโน้ตบุ๊คที่ได้มีการถูกทำการออกแบบกันมานั้นสำหรับทางด้านของคนที่ได้มีการทำงานที่ถือว่าเป็นสายของพวกกราฟฟิกกันเลยโดยเฉพาะ เพราะส่วนของหน้าจอที่มีขนาดกันมา 15.6 นิ้ว

ของโน้ตบุ๊ครุ่นนี้สามารถแสดงภาพ 2 มิติ ความละเอียด 4K และภาพ 3 มิติ ความละเอียด Full HD ให้พุ่งออกมาจากหน้าจอได้โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องสวมแว่นช่วยอีกต่อไป พร้อมเทคโนโลยีกล้อง Eye-tracking

และระบบ AI อัจฉริยะที่ได้มีการคอยที่จะทำการตรวจจับในส่วนของสายตากันนั้นของผู้ที่ได้มีการใช้ว่ากำลังมองไปทิศทางไหน เพื่อปรับการแสดงภาพ 3 มิติ ให้เป็นธรรมชาติและสมจริงในทุกทิศทางตามมุมมองของสายตาผู้ใช้  รวมถึงฟีเจอร์ AI-Enabled 2D-to-3D Conversion ที่มันนั้นสามารถที่จะทำการแปลงเรื่องของคอนเทนต์ที่เป้น 2 มิติ ทั้งทางด้านของ ภาพถ่าย, วิดีโอ, เกม หรือที่จะเป็นแม้แต่ Video Call ธรรมดา ๆ ให้กลายเป็น 3 มิติ ได้อีกด้วย  โดยหน้าจอของเจ้า ConceptD 7 นอกจากจะสามารถแสดงภาพ 3 มิติ ได้แล้ว ยังแสดงสีต่าง ๆ ได้แบบที่ถือว่ามีการแม่นยำกันเลยด้วย Adobe RGB color gamut ทำให้ได้สีที่แม่นยำตามมาตรฐาน Delta E<2 

ConceptD 7 SpatialLabs Edition

ในส่วนของสเปคต่าง ๆ นั้นConceptD 7 SpatialLabs Edition ใช้ขุมพลังที่แรงพอตัว ไม่ว่าจะเป็น CPU Core i7 11th Gen และ GeForce RTX 3080 พร้อม RAM ขนาด 64GB และ SSD ความจุ 2TB  ทำงานคู่กับระบบระบายความร้อน Vortex Flow ผ่านพัดลมระบายอากาศ AeroBlade 3D Fan ช่วยระบายความร้อนออกจากตัวเครื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ แถมยังลดเสียงรบกวนเหลือเพียง 40 เดซิเบล เท่านั้น  รองรับพอร์ตเชื่อมต่อต่าง ๆ ครบครัน ทั้ง HDMI 2.1 จำนวน 1 พอร์ต, USB-C 3.2 จำนวน 2 พอร์ต, DisplayPort จำนวน 1 พอร์ต และ USB-A จำนวน 3 พอร์ต พร้อมกับทางด้านของตัวพอร์ตสำหรับที่จะทำการเสียบกันของสาย LAN

ConceptD 7 SpatialLabs Edition

สำหรับ ConceptD 7 SpatialLabs Edition จะเริ่มที่จะได้มีการวางเพื่อที่จะทำการจำหน่ายกนั้นในโซนทางด้านของยุโรป, ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ช่วงของเดือนธันวาคมนี้นั้น  สนนราคาอยู่ที่ 3,599 ยูโร หรือประมาณ 139,000 บาท (ไม่รวมภาษี) เท่านั้นเอง ไม่แพงเลยใช่ไหมล่ะ! และ sa gaming เว็บตรง คาสิโนออนไลน์ อันดับ 1 ของประเทศ เดิมพันง่าย รวยไว ปลอดภัย ให้บริการ 24 ชั่วโมง

ติดตาม ข่าวสารวงการไอที และ อัพเดทได้ก่อนใครที่นี่

เปิดตัว Nokia G300 มือถือ 5G ขุมพลัง Snapdragon 480

Nokia G300

Nokia G300 สมาร์ทโฟน 5G ราคาที่ถือว่ามีการประหยัดกันไปที่มาพร้อมกับส่วนของหน้าจอ LCD ขนาด 6.52 นิ้ว ความละเอียด HD+ ตัวเครื่องมีความแข็งแรงทนทานต่อการใช้งานตามสไตล์ Nokia

ใช้ขุมพลังชิป 5G ราคาประหยัดอย่าง Snapdragon 480 จาก Qualcomm และแบตเตอรี่ความจุ 4,470 mAh ที่ทางผู้ผลิตเคลมว่าสามารถใช้งานได้ต่อเนื่องนานถึง 2 วัน พร้อมระบบที่เป็นการชาร์จ 18W ชาร์จกันได้เลยผ่านพอร์ต USB-C 

Nokia G300 มาพร้อม RAM 4GB และ ROM 64GB

Nokia G300

HMD Global บริษัทที่ได้รับสิทธิ์ในการออกแบบ ผลิต และจัดจำหน่ายสมาร์ทโฟน Nokia ได้เปิดตัวNokia G300 มือถือ 5G ราคาเป็นมิตรที่มาพร้อมหน้าจอแสดงผลแบบ LCD ขนาด 6.52 นิ้ว ความละเอียด HD+ อัตราส่วน 20:9 ใช้ดีไซน์  V-Notch สำหรับวางกล้องหน้า ตัวเครื่องถูกออกแบบให้มีความแข็งแรงทนทานต่อการใช้งานตามสไตล์ Nokia ที่คุ้นเคยกัน ติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้มมือตรงปุ่ม Power  ขับเคลื่อนการทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Android 11

ใช้ชิปประมวลผลระดับกลาง ๆ ของ Qualcomm อย่าง Snapdragon 480 ที่ใช้เทคโนโลยีขนาด 8 นาโนเมตร (แถมยังมี ISP แบบ Triple เหมือนรุ่นท็อปอย่าง Snapdragon 888 อีกด้วย)

ทำงานร่วมกับหน่วยที่ได้ประมวลผลสิ่งที่เป็นของทางด้านกราฟฟิก Adreno 619 หน่วยความจำ RAM ขนาด 4GB และ ROM ความจุ 64GB ที่สามารถรองรับ microSD card ได้สูงสุดถึง 1TB

Nokia G300

นอกจากนี้Nokia G300 ยังมาพร้อมกับตัวของกล้องหลังจำนวนที่มา 3 ตัว ประกอบกันไปด้วยตัวของกล้องที่เป็นหลัก ๆ สิ่งที่มีการละเอียด 16MP, กล้อง Ultrawide มุมกว้าง 115 องศา ความละเอียด 5MP และกล้อง Depth ความละเอียด 2MP แถมยังมีส่วนของระบบ EIS ป้องกันการสั่นขณะที่ได้มีการถ่ายกันของวิดีโอ รวมถึงระบบที่เป็นการบันทึกของเสียง OZO ที่สามารถที่จะทำการกรองเสียงรบกวนและบันทึกเสียงได้ทุกทิศทาง ส่วนกล้องหน้าความละเอียด 8MP  แบตเตอรี่ขนาด 4,470 mAh ที่ทาง Nokia ได้มีการเคลมกันแล้วนั้นว่าสามารถที่จะทำการใช้งานได้นานสูงสุดกันเลยถึงจำนวน 2 วัน ต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง

แถมยังมีระบบชาร์จไว 18W ผ่านพอร์ต USB-C อีกด้วย รองรับการเชื่อมต่อไร้สายทั้ง USB-C 2.0, Bluetooth 5.0 และ NFC  สำหรับ Nokia G300จะเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศสหรัฐอเมริกาวันที่ 19 ตุลาคม ที่จะถึงนี้

Nokia G300

ผ่านผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ Straight Talk และ TracFone Wireless สนนราคาอยู่ที่ 200 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 6,650 บาท (ไม่รวมภาษีนำเข้า) ส่วนจะมีการวางจำหน่ายยังประเทศอื่น ๆ ด้วยหรือไม่นั้น ยังไม่มีการเปิดเผย

และ Joker168 เว็บเดิมพันออนไลน์ที่ให้บริการอย่างครบวงจร โปรโมชั่นมากมาย เดิมพันง่าย รวยไว ปลอดภัย ให้บริการ 24 ชั่วโมง

ติดตาม ข่าวสารวงการไอที และ อัพเดทได้ก่อนใครที่นี่

เปิดตัว Mibro Lite สมาร์ทวอทช์จอ AMOLED กันน้ำ IP68

Mibro Lite

Mibro Lite สมาร์ทวอทช์ที่ถือว่าเป็นฟีเจอร์ที่มีการจัดเต็มกันมาแต่จำนวนของราคาน่าคบหาของแบรนด์Mibro ที่เป็นหนึ่งในแบรนด์ลูกของเจ้าพ่อวงการไอทีแดนมังกรอย่าง Xiaomi โดยมันมาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลแบบ AMOLED ขนาด 1.3 นิ้ว

ความละเอียดระดับ HD ครอบด้วยกระจกขอบโค้ง 2.5D อัดแน่นด้วยตัวของเซ็นเซอร์สำหรับทางด้านของสายที่รักษาสุขภาพ รวมถึงสิ่งที่เป็นตัวเซ็นเซอร์ตรวจจับอ็อกซิเจนในเลือด พร้อมคุณสมบัติกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP68 อีกด้วย

Mibro Lite มีโหมดออกกำลังกายให้เลือกถึง 15 โหมด

Mibro Lite

Mibro หนึ่งในแบรนด์ลูกของ Xiaomi ได้เปิดตัวMibro Liteสมาร์ทวอทช์สเปคจัดเต็ม แต่ราคาประหยัดที่มาพร้อมกับหน้าจอแบบ AMOLED ขนาด 1.3 นิ้ว ความละเอียดระดับ HD ที่ให้สีสันและความสว่างมากพอสำหรับการใช้งานกลางแดด ครอบด้วยกระจกของโค้ง 2.5D แข็งแรงทนทาน ฉาบด้วยสารกันรอยนิ้วมือ ตัวเรือนมีความหนาเพียง 9.88 มิลลิเมตร และมีน้ำหนักรวมเพียง 48 กรัม พร้อมแบตเตอรี่ความจุ  230mAh ที่ทางผู้ผลิตเคลมว่าสามารถใช้งานในโหมดปกติได้ยาวนานสูงสุด 8 – 10 วันต่อการชาร์จเพียง 1 ครั้ง 

ในส่วนของการใช้งานนั้นน่าจะถูกใจสายสุขภาพ เพราะมีตัวของโหมดที่เป็นสิ่งที่ออกกำลังกายให้ได้ทำการเลือกถึง 15 โหมด ไม่ว่าจะเป็น วิ่งบนลู่วิ่งอัตโนมัติ, วิ่งกลางแจ้ง, เดิน, โยคะ, ปั่นจักรยาน, เทนนิส, ฟุตบอล, แบดมินตัน ฯลฯ พร้อมตัวของเซ็นเซอร์ที่เป็นการตรวจจับในส่วนของอัตราการเต้นของทางด้านห้องหัวใจที่มันนั้นสามารถที่จะทำการแจ้งเตือนอาการหัวใจเต้นผิดปกติได้อย่างแม่นยำ 

Mibro Lite

นอกจากนี้Mibro Lite ยังมีเซ็นเซอร์ SpO2 สำหรับที่จะทำการตรวจของการวัดระดับที่เป็นอ็อกซิเจนในเลือด, ตรวจจับเกี่ยวกับความเครียด, ตรวจวัดเรื่องของคุณภาพในการนอนหลับ

ซึ่งข้อมูลทั้งหมดจะถูกบันทึกเอาไว้ให้เราดูได้อย่างละเอียดว่าควรปรับปรุงตรงจุดไหน เพื่อช่วยยกระดับการดูแลสุขภาพให้ดีขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น สมาร์ทวอทช์รุ่นนี้ยังผ่านการรับรองมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP68 ที่สามารถกันน้ำได้ลึก 1.5 เมตร นาน 30 นาที สามารถป้องกันน้ำฝน หรือใส่ล้างมือได้หายห่วง (แต่ไม่เหมาะกับการใส่ว่ายน้ำ)

Mibro Lite

สำหรับMibro Liteวางจำหน่ายแล้วใน AliExpress สนนราคาอยู่ที่ 2,xxx บาท โดยมีสายรัดข้อมือแบบต่าง ๆ ให้เลือกด้วยในราคา 2,xxx บาท และ Joker Slot แหล่งรวบรวมความสนุกสนาน เล่นง่าย เงินรางวัลสูง ปลอดภัย ไม่ควรพลาด 2021 ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

ติดตาม ข่าวสารวงการไอที และ อัพเดทได้ก่อนใครที่นี่

เปิดสเปค ONEPLUS 9RT มือถือเรือธงขุมพลัง Snapdragon 888 และ RAM 12GB

ONEPLUS 9RT

ONEPLUS 9RT สมาร์ทโฟนเรือธงตัวใหม่ที่มีกำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการช่วงกลางเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ โดยมันนั้นก็ได้มีการมาพร้อมกับทางด้านของหน้าจอ AMOLED ขนาด 6.55 นิ้ว ความละเอียด Full HD+

ที่รองรับอัตรารีเฟรชเรท 120Hz ใช้ชิปเซ็ตตัวแรงอย่าง Snapdragon 888 ของ Qualcomm ใช้แบตเตอรี่ขนาด 4,500 รองรับการชาร์จไวระดับ 65W รวมถึงกล้องหลังความละเอียด 50MP ซึ่งเพิ่มจากรุ่นก่อนอย่าง ONEPLUS 9R ที่ให้มาแค่ 48MP 

ONEPLUS 9RT ใช้ RAM LPDDR5 ขนาด 12GB และ ROM 256GB

ONEPLUS 9RT

หลังจากที่เพิ่งได้มีการเปิดตัวกันนั้นของ OnePlus 9R ไปเมื่อในช่วงของเดือนมีนาคม ที่ได้มีการผ่านมา ล่าสุดทาง OnePlus ก็ได้ปล่อยภาพโปสเตอร์ประกาศวันเปิดตัวมือถือรุ่น Minor Change

อย่างONEPLUS 9RT ผ่านโซเชียลมีเดีย Weibo เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยจะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 13 ตุลาคม เวลา 19.30 น. ของจีน หรือ 18.30 น. ตามเวลาประเทศไทย

  ซึ่งครั้งนี้ทางค่ายใช้สโลแกนของรุ่นนี้ว่า “Speed ​​has a new name!” แถมบนหน้าเว็บไซต์ ONEPLUS ก็มีการเปิดเผยสเปคบางส่วนของมือถือรุ่นนี้ออกมายั่วน้ำลายกันบ้างแล้วด้วย ซึ่งจะเห็นว่ามีการอัพเกรดสเปคกล้องหลังเล็กน้อย โดยเปลี่ยนจากกล้องความละเอียด 48MP ของ OnePlus 9R เป็นกล้องความละเอียด 50MP แทน

ONEPLUS 9RT

รวมถึงยังมีพวกของข่าวลือกันว่า มันอาจมาพร้อมกล้องหลัง 3 ตัว ที่จัดเรียงในแนวตั้ง โดยกล้องหลัก 50MP จะใช้เซ็นเซอร์ Sony IMX766 50MP, กล้อง Ultra-wide ความละเอียด 16MP เซ็นเซอร์ Sony IMX481 และกล้อง monochrome ความละเอียด 2M ส่วนกล้องหน้าความละเอียด 16MP 

ส่วนสเปคอื่น ๆ ที่หลุดออกมาก่อนหน้านี้บอกว่าONEPLUS 9RT จะมาพร้อมหน้าจอ AMOLED ขนาด 6.55 นิ้ว ความละเอียด Full HD+

ใช้ขุมพลัง Snapdragon 888 ของ Qualcomm ทำงานร่วมกับ RAM ขนาด 12GB LPDDR5 และ ROM ความจุ 256GB UFS 3.1 ใช้แบตเตอรี่ขนาด 4,500 รองรับการชาร์จไวระดับ 65W

ONEPLUS 9RT

อย่างไรก็ตาม การที่ONEPLUS 9RT เลือกมาเปิดตัววันเดียวกับคู่แข่งร่วมชาติอย่าง Black Shark 4s Series ของ Xiaomi ก็ยิ่งทำให้เกิดคำถามตามมาว่า นี่ถือเป็นการท้าชนความเป็นเจ้าตลาดสมาร์ทโฟนบนจีนแผ่นดินใหญ่หรือเปล่า ซึ่งก็ต้องรอดูกันต่อไปว่า แบรนด์ไหนจะประสบความสำเร็จมากกว่ากัน และ สล็อตโจ๊กเกอร์ สุดยอดเว็บสล็อตออนไลน์ ที่กระแสมาแรงในวงการพนันคาสิโนออนไลน์ เดิมพันง่าย รวยไว ปลอดภัย มีรางวัลมากมาย ให้บริการ 24 ชั่วโมง

ติดตาม ข่าวสารวงการไอที และ อัพเดทได้ก่อนใครที่นี่

เปิดตัว Nokia T20 แท็บเล็ตหน้าจอ 2K พลังเสียง Power Amplifier

Nokia T20

Nokia T20 แท็บเล็ตที่ถือว่ามันนั้นมีการถูกทำออกในแบบที่ถือกันได้ว่าต้องมีเรื่องการทนทานเป็นของพิเศษตามแบบฉบับของ Nokia ด้วยวัสดุประเภทอลูมิเนียม มาพร้อมหน้าจอขนาด 10.4 นิ้ว ความละเอียดระดับ 2K

ครอบด้วยกระจก Toughened Glass สุดแกร่ง และยังมีจุดเด่นที่ลำโพงสเตอรีโอที่มาพร้อมฟีเจอร์ Power Amplifier ให้พลังเสียงดังกระหึ่ม  แถมยังรองรับวิทยุ FM ในตัวอีกต่างหาก ซึ่งในปัจจุบันจะหาแท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟนที่ยังมีวิทยุ FM ในตัวค่อนข้างยากเต็มที

Nokia T20 ใช้ขุมพลัง Unisoc Tiger T610 พร้อม RAM 4GB

Nokia T20

ถือเป็นช่วงที่ตลาดแท็บเล็ตกำลังคึกคักแบบสุด ๆ เพราะแม้แต่Nokia ที่หายหน้าหายตาไปจากวงการแท็บเล็ตนานพอสมควร ยังได้ฤกษ์เปิดตัวNokia T20 แท็บเล็ตที่ถือว่าหน้าจอที่เป็นของขนาด 10.4 นิ้ว และสิ่งที่มันนั้นละเอียด 2K (1,200 x 2,000 พิกเซล) อัตราส่วน 5:3 ครอบด้วยกระจก Toughened Glass สุดแกร่ง

สามารถที่จะทำการเร่งในส่วนของสิ่งสว่างนั้นได้แบบที่สูงสุดกันเลยถึง 400 nits และผ่านการรับรองกันไปของระดับมาตรฐาน SGS Low blue light certification หรือการลดแสงสีฟ้าของหน้าจอ เพื่อที่จะช่วยทำการถนอมกันไปนนั้ของสายตา  ส่วนตัวบอดี้ของเจ้า T20 ผลิตจากวัสดุประเภทอลูมิเนียมขัดเงา แข็งแรงทนทาน แถมยังมีคุณสมบัติกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP52 ที่สามารถช่วยป้องกันน้ำกระเซ็นหรือหกใส่ได้อีกด้วย 

Nokia T20

ในส่วนของขุมพลังภายในNokia T20 มาพร้อมกับชิป Unisoc Tiger T610 ทำงานร่วมกับ RAM 4GB และ ROM ความจุ 64GB รองรับ microSD เพิ่มสูงสุด 512GB แม้จะไม่ใช้สเปคระดับไฮเอนด์ แต่ก็สามารถรันระบบปฏิบัติการ Android 11 ได้อย่างลื่นไหล รวมถึงการใช้งานทั่วไปไม่ว่าจะเป็นการดูหนัง ท่องเว็บ วิดีโอคอล ฯลฯ 

สำหรับแบตเตอรี่มีความจุ 8,200 mAh รองรับระบบชาร์จสูงสุด 15W สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องนานถึง 7 – 15 ชั่วโมง  ติดตั้งกล้องหลังความละเอียด 8MP พร้อมแฟลช LED และกล้องหน้าที่มีสิ่งที่ละเอียด 5MP และยังมีจุดเด่นที่ลำโพงสเตอรีโอที่มาพร้อมฟีเจอร์ Power Amplifier ให้พลังเสียงดังกระหึ่ม  

ทั้งนี้Nokia T20 จะเริ่มได้มีการวางเพื่อทำการจำหน่ายกันไปนนั้นในทางด้านของสหรัฐอเมริกาในวันที่ 17 พฤศจิกายน ที่จะถึงนี้ สนนราคาอยู่ที่ 250 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 8,500 บาท (ไม่รวมภาษี)

Nokia T20

ส่วนในโซนยุโรปจะเพิ่มตัวเลือกรุ่นลดสเปค 3GB/32GB ราคา 200 ยูโร หรือประมาณ 7,800 บาท ขณะที่รุ่น 4GB/64GB จะอยู่ที่ราคา 240 ยูโร หรือราว ๆ 9,400 บาท

  และ ufa24h  เว็บใหญ่ เครือข่ายเยอะ มั่นคง ปลอดภัย เชื่อถือได้ที่สุดในตอนนี้ เดิมพันง่าย รวยไว ได้เงินจริง

ติดตาม ข่าวสารวงการไอที และ อัพเดทได้ก่อนใครที่นี่

iPhone 13 Pro ได้คะแนนความยากง่ายของการซ่อมที่ 5/10 หลังย้ายเซ็นเซอร์หลายตำแหน่ง

iPhone 13 Pro

iPhone 13 Pro ได้รับการประเมินและได้มีการให้ไปของจำนวนที่เป็นคะแนนที่ถือว่าเป็นการยากง่ายของการซ่อมจากเว็บไซต์ iFixit เพียง 5/10 คะแนนเท่านั้น หลังมีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งฮาร์ดแวร์และเซ็นเซอร์ต่าง ๆ หลายตำแหน่งเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนอย่างiPhone 12 Proโดยปัญหาที่พบมากในการซ่อมมือถือรุ่นใหม่นี้ก็คือ ฟีเจอร์ Face ID จะได้มีการใช้งานนั้นเกิดขึ้นแบบไม่ได้ หากได้มีการไปแกะทำการเปลี่ยนไปของหน้าจอด้วยตัวเอง 

iPhone 13 Pro ย้ายสายเซ็นเซอร์ต่าง ๆ ไปอยู่เกือบด้านบนของตัวเครื่อง

iPhone 13 Pro

หลังจากที่ iFixit ได้นาiPhone 13 Proรุ่นใหม่มาชำแหละดูไส้ในและการจัดวางรูปแบบของฮาร์ดแวร์ต่าง ๆ เทียบกับรุ่นก่อนอย่าง iPhone 12 Proพบว่า มือถือรุ่นใหม่นี้มีการจัดวางเซ็นเซอร์และฮาร์ดแวร์เปลี่ยนไปจากรุ่นก่อนหลายส่วน โดยมีการย้ายสายเซ็นเซอร์ต่าง ๆ ไปรวมกันไว้เกือบด้านบนของตัวเครื่อง ซึ่งอาจทำให้ขาดหรือเสียหายระหว่างการซ่อมได้ง่าย ขณะที่อุปกรณ์ Taptic Engine ที่ควบคุมการสั่นของตัวเครื่อง

แม้จะมีขนาดเล็กลงกว่ารุ่นก่อน แต่เมื่อเทียบกับชิ้นส่วนอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้กันแล้ว มันกลับมีขนาดหนากว่าอย่างเห็นได้ชัด แถมยังมีน้ำหนักถึง 6.3 กรัม ซึ่งมากกว่ารุ่นก่อนถึง 1.5 กรัมเลยทีเดียว  ส่วนลำโพงในทางด้านบนนั้นก็ไม่ได้มีการติดไปกับส่วนของหน้าจอนั้นเหมือนรุ่นก่อน แต่เมื่อได้ทำการเลื่อนขึ้นไปนั้นอยู่ทางของบริเวณในด้านบนของตัวพาแนลหน้าจอแทน ซึ่งช่วยให้การซ่อมหรือเปลี่ยนลำโพงใหม่ทำได้ง่ายขึ้น

iPhone 13 Pro

นอกจากนี้iPhone 13 Pro ยังมีรอยบาก หรือ Notch เล็กลง เนื่องจาก Apple ได้ทำการรวบและรวมมาของตัวเซ็นเซอร์ที่ถือว่าสำคัญ ๆ เกี่ยวกับ Face ID เข้าไว้ด้วยกัน ทำให้ฮาร์ดแวร์มีขนาดเล็กลงตามไปด้วย

แถม Apple ยังนำ Face ID แยกออกจากชิ้นส่วนพาแนลหน้าจอ มาอยู่บริเวณรอยบากกับกล้องหน้าแทน ซึ่งทาง iFixit เผยว่า การเปลี่ยนหน้าจอด้วยตัวเองจะทำให้ Face ID ไม่สามารถใช้งานได้ ฉะนั้น การซ่อมหรือเปลี่ยนหน้าจอของ iPhone 13

iPhone 13 Pro

จะต้องที่จะได้มีการทำผ่านทางด้านของพนักงานของ Apple ที่ได้มีการับรอกันไปงจากทางบริษัทเท่านั้น  สุดท้ายแล้ว iFixit จึงตัดสินใจให้จำนวนของคะแนนที่ถือว่าเป็นความยากง่ายของการซ่อมเจ้าiPhone 13 Proที่ 5/10 คะแนนเท่านั้น เนื่องจากการซ่อมมีขั้นตอนและวิธีการปฏิบัติแตกต่างไปจากรุ่นก่อนพอสมควร แถมอุปกรณ์บางอย่างจะไม่สามารถใช้งานได้ หากถอดเปลี่ยนอุปกรณ์ด้วยตัวเอง และ สล็อตโจ๊กเกอร์ สุดยอดเว็บสล็อตออนไลน์ ที่กระแสมาแรงในวงการพนันคาสิโนออนไลน์  เดิมพันง่าย รวยไว ปลอดภัย ให้บริการ 24 ชั่วโมง

ติดตาม ข่าวสารวงการไอที และ อัพเดทได้ก่อนใครที่นี่