Archives 2021

เปิดตัว Nokia T20 แท็บเล็ตหน้าจอ 2K พลังเสียง Power Amplifier

Nokia T20

Nokia T20 แท็บเล็ตที่ถือว่ามันนั้นมีการถูกทำออกในแบบที่ถือกันได้ว่าต้องมีเรื่องการทนทานเป็นของพิเศษตามแบบฉบับของ Nokia ด้วยวัสดุประเภทอลูมิเนียม มาพร้อมหน้าจอขนาด 10.4 นิ้ว ความละเอียดระดับ 2K

ครอบด้วยกระจก Toughened Glass สุดแกร่ง และยังมีจุดเด่นที่ลำโพงสเตอรีโอที่มาพร้อมฟีเจอร์ Power Amplifier ให้พลังเสียงดังกระหึ่ม  แถมยังรองรับวิทยุ FM ในตัวอีกต่างหาก ซึ่งในปัจจุบันจะหาแท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟนที่ยังมีวิทยุ FM ในตัวค่อนข้างยากเต็มที

Nokia T20 ใช้ขุมพลัง Unisoc Tiger T610 พร้อม RAM 4GB

Nokia T20

ถือเป็นช่วงที่ตลาดแท็บเล็ตกำลังคึกคักแบบสุด ๆ เพราะแม้แต่Nokia ที่หายหน้าหายตาไปจากวงการแท็บเล็ตนานพอสมควร ยังได้ฤกษ์เปิดตัวNokia T20 แท็บเล็ตที่ถือว่าหน้าจอที่เป็นของขนาด 10.4 นิ้ว และสิ่งที่มันนั้นละเอียด 2K (1,200 x 2,000 พิกเซล) อัตราส่วน 5:3 ครอบด้วยกระจก Toughened Glass สุดแกร่ง

สามารถที่จะทำการเร่งในส่วนของสิ่งสว่างนั้นได้แบบที่สูงสุดกันเลยถึง 400 nits และผ่านการรับรองกันไปของระดับมาตรฐาน SGS Low blue light certification หรือการลดแสงสีฟ้าของหน้าจอ เพื่อที่จะช่วยทำการถนอมกันไปนนั้ของสายตา  ส่วนตัวบอดี้ของเจ้า T20 ผลิตจากวัสดุประเภทอลูมิเนียมขัดเงา แข็งแรงทนทาน แถมยังมีคุณสมบัติกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP52 ที่สามารถช่วยป้องกันน้ำกระเซ็นหรือหกใส่ได้อีกด้วย 

Nokia T20

ในส่วนของขุมพลังภายในNokia T20 มาพร้อมกับชิป Unisoc Tiger T610 ทำงานร่วมกับ RAM 4GB และ ROM ความจุ 64GB รองรับ microSD เพิ่มสูงสุด 512GB แม้จะไม่ใช้สเปคระดับไฮเอนด์ แต่ก็สามารถรันระบบปฏิบัติการ Android 11 ได้อย่างลื่นไหล รวมถึงการใช้งานทั่วไปไม่ว่าจะเป็นการดูหนัง ท่องเว็บ วิดีโอคอล ฯลฯ 

สำหรับแบตเตอรี่มีความจุ 8,200 mAh รองรับระบบชาร์จสูงสุด 15W สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องนานถึง 7 – 15 ชั่วโมง  ติดตั้งกล้องหลังความละเอียด 8MP พร้อมแฟลช LED และกล้องหน้าที่มีสิ่งที่ละเอียด 5MP และยังมีจุดเด่นที่ลำโพงสเตอรีโอที่มาพร้อมฟีเจอร์ Power Amplifier ให้พลังเสียงดังกระหึ่ม  

ทั้งนี้Nokia T20 จะเริ่มได้มีการวางเพื่อทำการจำหน่ายกันไปนนั้นในทางด้านของสหรัฐอเมริกาในวันที่ 17 พฤศจิกายน ที่จะถึงนี้ สนนราคาอยู่ที่ 250 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 8,500 บาท (ไม่รวมภาษี)

Nokia T20

ส่วนในโซนยุโรปจะเพิ่มตัวเลือกรุ่นลดสเปค 3GB/32GB ราคา 200 ยูโร หรือประมาณ 7,800 บาท ขณะที่รุ่น 4GB/64GB จะอยู่ที่ราคา 240 ยูโร หรือราว ๆ 9,400 บาท

  และ ufa24h  เว็บใหญ่ เครือข่ายเยอะ มั่นคง ปลอดภัย เชื่อถือได้ที่สุดในตอนนี้ เดิมพันง่าย รวยไว ได้เงินจริง

ติดตาม ข่าวสารวงการไอที และ อัพเดทได้ก่อนใครที่นี่

New World ยังเจอปัญหาทำการ์ดจอเสีย หลังเปิดเกมเล่นได้ไม่นาน

New World

New World เกมแอคชั่น/ผจญภัยตัวใหม่ของค่าย Amazon ยังคงถูกผู้เล่นหลายคนร้องเรียนถึงปัญหาตัวเกมกินทรัพยากรของเครื่องคอมพิวเตอร์ จนทำให้การ์ดจอเสียหาย ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้ทาง Amazon จะเคยออกโปรแกรมเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวมาแล้ว แต่ดูเหมือนต้นตอของปัญหาจะไม่ได้อยู่ที่ตัวเกมเพียงอย่างเดียว แต่ยังอยู่ที่ข้อบกพร่องในการผลิตการ์ดจอของบริษัทการ์ดจอด้วยนั่นเอง 

New World ทำการ์ดจออุณหภูมิสูงจนเสียหายระหว่างเล่นเกม

New World

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา เกม New Worldของค่าย Amazon ได้มีการเปิดตัวกันออมานั้นอย่างที่ถือว่าเป็นทางการ โดยมีผู้เล่นเข้าไปทดลองสัมผัสประสบการณ์ผจญภัยในเกมใหม่นี้เป็นจำนวนมาก บางคนถึงกับต้องรอเข้าห้องนานกว่า 10 ชั่วโมงเลยทีเดียว แม้ตัวเกมจะได้รับกรแสตอบรับที่ดี แต่ก็มีผู้เล่นหลายคนที่การ์ดจอเสียหาย เพราะตัวเกมกินทรัพยากรของคอมพิวเตอร์มากเกินขีดจำกัด ซึ่งทางผู้พัฒนาอย่าง Amazon ก็พยายามหาทางแก้ไขด้วยการที่ได้ออกพวกที่เป็นโปรแกรมที่จะทำการลดของเฟรมเรทของตัวเกมนั้นลง

New World

เพื่อที่จะลดส่วนของการทำงานนั้นของทางด้านการ์ดจอ แต่ดูเหมือนปัญหาทั้งหมดจะไม่ได้มาจากตัวเกมเพียงอย่างเดียวเสียแล้ว เพราะล่าสุด ได้มีผู้เล่นอีกหลายคนต่างส่งอีเมลร้องเรียนไปยังเว็บไซต์ PowerGPU ว่า การ์ดจอของพวกเขาเสียหายอย่างหนัก หลังเปิดเล่นเกม New Worldได้ไม่นาน แถมครั้งนี้ยังไม่ได้มีแค่การ์ดจอ GeForce RTX 3090s เท่านั้น

แต่การ์ดจอของ Gigabyte อย่าง Gigabyte 3080 Ti OC ก็พบปัญหาอุณหภูมิสูงระหว่างเล่นเกมด้วย ทั้งนี้ จากการทดสอบพบว่า แม้ทาง Amazon จะออกโปรแกรมลดเฟรมเรทในตัวเกม New Worldแล้ว แต่ตัวเกมยังเรียกใช้งานการ์ดจอเต็ม 100% รวมถึงการตั้งค่ากราฟฟิกภายในเกมก็ทำงานเต็ม 100% ด้วย ซึ่งการ์ดที่การ์ดจอทำงาน 100% เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น แม้ว่าจะยังไม่มีการชี้แจ้งจากบริษัทผู้ผลลิตการ์ดจอที่พบปัญหา เช่นเดียวกับ Amazon

New World

แต่ทางด้าน EVGA ก็ได้ออกมาวิเคราะห์สาเหตุของปัญหานี้ว่า ตัวเกมอาจไม่ใช่ต้นตอของปัญหาเดียวอย่างเดียว แต่เป็นเพราะเมื่อเฟรมเรทตอนเล่นเกมพุ่งสูง

ข้อมูลที่เป็นของพัดลมที่ได้มีการส่งกันนั้นผ่านของบัส i2c อาจที่จะทำให้ตัวของโปรแกรม HWInfo หรือ GPU-Z แสดงส่วนของผลว่า micro-controller ของตัวพัดลมที่ได้ทำงานกันนั้นผิดพลาด จนได้เกิดเป้นโอเวอร์ฮีทนั้นขึ้นได้ และ vip168sa เว็บคาสิโนออนไลน์ ที่ยอดฮิตที่สุดตอนนี้ เล่นง่ายได้เงินไว ฟรีเครดิต เดิมพันง่าย รวยไว ปลอดภัย ให้บริการ 24 ชั่วโมง

ติดตาม ข่าวสารวงการไอที และ อัพเดทได้ก่อนใครที่นี่

iPhone 13 Pro ได้คะแนนความยากง่ายของการซ่อมที่ 5/10 หลังย้ายเซ็นเซอร์หลายตำแหน่ง

iPhone 13 Pro

iPhone 13 Pro ได้รับการประเมินและได้มีการให้ไปของจำนวนที่เป็นคะแนนที่ถือว่าเป็นการยากง่ายของการซ่อมจากเว็บไซต์ iFixit เพียง 5/10 คะแนนเท่านั้น หลังมีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งฮาร์ดแวร์และเซ็นเซอร์ต่าง ๆ หลายตำแหน่งเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนอย่างiPhone 12 Proโดยปัญหาที่พบมากในการซ่อมมือถือรุ่นใหม่นี้ก็คือ ฟีเจอร์ Face ID จะได้มีการใช้งานนั้นเกิดขึ้นแบบไม่ได้ หากได้มีการไปแกะทำการเปลี่ยนไปของหน้าจอด้วยตัวเอง 

iPhone 13 Pro ย้ายสายเซ็นเซอร์ต่าง ๆ ไปอยู่เกือบด้านบนของตัวเครื่อง

iPhone 13 Pro

หลังจากที่ iFixit ได้นาiPhone 13 Proรุ่นใหม่มาชำแหละดูไส้ในและการจัดวางรูปแบบของฮาร์ดแวร์ต่าง ๆ เทียบกับรุ่นก่อนอย่าง iPhone 12 Proพบว่า มือถือรุ่นใหม่นี้มีการจัดวางเซ็นเซอร์และฮาร์ดแวร์เปลี่ยนไปจากรุ่นก่อนหลายส่วน โดยมีการย้ายสายเซ็นเซอร์ต่าง ๆ ไปรวมกันไว้เกือบด้านบนของตัวเครื่อง ซึ่งอาจทำให้ขาดหรือเสียหายระหว่างการซ่อมได้ง่าย ขณะที่อุปกรณ์ Taptic Engine ที่ควบคุมการสั่นของตัวเครื่อง

แม้จะมีขนาดเล็กลงกว่ารุ่นก่อน แต่เมื่อเทียบกับชิ้นส่วนอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้กันแล้ว มันกลับมีขนาดหนากว่าอย่างเห็นได้ชัด แถมยังมีน้ำหนักถึง 6.3 กรัม ซึ่งมากกว่ารุ่นก่อนถึง 1.5 กรัมเลยทีเดียว  ส่วนลำโพงในทางด้านบนนั้นก็ไม่ได้มีการติดไปกับส่วนของหน้าจอนั้นเหมือนรุ่นก่อน แต่เมื่อได้ทำการเลื่อนขึ้นไปนั้นอยู่ทางของบริเวณในด้านบนของตัวพาแนลหน้าจอแทน ซึ่งช่วยให้การซ่อมหรือเปลี่ยนลำโพงใหม่ทำได้ง่ายขึ้น

iPhone 13 Pro

นอกจากนี้iPhone 13 Pro ยังมีรอยบาก หรือ Notch เล็กลง เนื่องจาก Apple ได้ทำการรวบและรวมมาของตัวเซ็นเซอร์ที่ถือว่าสำคัญ ๆ เกี่ยวกับ Face ID เข้าไว้ด้วยกัน ทำให้ฮาร์ดแวร์มีขนาดเล็กลงตามไปด้วย

แถม Apple ยังนำ Face ID แยกออกจากชิ้นส่วนพาแนลหน้าจอ มาอยู่บริเวณรอยบากกับกล้องหน้าแทน ซึ่งทาง iFixit เผยว่า การเปลี่ยนหน้าจอด้วยตัวเองจะทำให้ Face ID ไม่สามารถใช้งานได้ ฉะนั้น การซ่อมหรือเปลี่ยนหน้าจอของ iPhone 13

iPhone 13 Pro

จะต้องที่จะได้มีการทำผ่านทางด้านของพนักงานของ Apple ที่ได้มีการับรอกันไปงจากทางบริษัทเท่านั้น  สุดท้ายแล้ว iFixit จึงตัดสินใจให้จำนวนของคะแนนที่ถือว่าเป็นความยากง่ายของการซ่อมเจ้าiPhone 13 Proที่ 5/10 คะแนนเท่านั้น เนื่องจากการซ่อมมีขั้นตอนและวิธีการปฏิบัติแตกต่างไปจากรุ่นก่อนพอสมควร แถมอุปกรณ์บางอย่างจะไม่สามารถใช้งานได้ หากถอดเปลี่ยนอุปกรณ์ด้วยตัวเอง และ สล็อตโจ๊กเกอร์ สุดยอดเว็บสล็อตออนไลน์ ที่กระแสมาแรงในวงการพนันคาสิโนออนไลน์  เดิมพันง่าย รวยไว ปลอดภัย ให้บริการ 24 ชั่วโมง

ติดตาม ข่าวสารวงการไอที และ อัพเดทได้ก่อนใครที่นี่

เผยภาพเรนเดอร์ Xiaoxin Pad Pro 12.6 แท็บเล็ตจอ OLED 120Hz จาก Lenovo

Xiaoxin Pad Pro 12.6

Xiaoxin Pad Pro 12.6 แท็บเล็ตตัวใหม่ในซีรีส์ Xiaoxin Pad ของค่าย Lenovo ที่ได้รับการปรับปรุงสเปคไปนั้นของบางส่วนที่ได้มีการมาจากรุ่นเดิมอย่าง Xiaoxin Pad Pro 2021 ที่เพิ่งจะได้มีการเปิดตัวนั้นไปในเมื่อของช่วงกลาง ๆ ปีที่ได้มีการผ่านมา

โดยมันมาพร้อมกับหน้าจอขนาดใหญ่ขึ้นจาก 11.5 นิ้ว เป็น 12.6 นิ้ว รองรับอัตรารีเฟรชเรท 120Hz  แถมดีไซน์ตัวเครื่องยังเป็นแบบขอบจอบางเฉียบ 4 ด้าน แต่ก็กว้างพอที่จะติดตั้งกล้องเซลฟี่แบบไม่เจาะรูให้รกหน้าจอเหมือนรุ่นก่อนอีกต่อไป 

Xiaoxin Pad Pro 12.6 ใช้ขุมพลังชิป Snapdragon 870 จาก Qualcomm

Xiaoxin Pad Pro 12.6

อีกหนึ่งเจ้าตลาดผลิตภัณฑ์แท็บเล็ต Android อย่าง Lenovo จ่อที่จะเปิดตัวสินค้าใหม่ในซีรีส์ Xiaoxin Pad อีกรุ่นหนึ่ง นั่นก็คือ Xiaoxin Pad Pro 12.6ที่เป็นรุ่นอัพเกรดจาก Xiaoxin Pad Pro 2021 ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา โดยมาพร้อมกับสเปคบางส่วนที่ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอ OLED ขนาดใหญ่กว่าเดิมจาก 11.5 นิ้ว เป็น 12.6 นิ้ว ความละเอียด 2K (2,560 x 1,600 พิกเซล) รองรับอัตรารีเฟรชเรท 120Hz  โดยดีไซน์ตัวเครื่องเป็นแบบขอบจอบางเฉียบทั้ง 4 ด้าน แต่ขอบจอด้านบนก็ยังกว้างพอที่จะติดตั้งกล้องเซลฟี่แบบไม่ต้องใช้ดีไซน์เจาะรู ส่วนตัวเครื่องด้านหลังใช้วัสดุประเภทโลหะเล่นสีแบบทูโทน  และขับเคลื่อนการทำงานด้วยขุมพลังชิปเซ็ต Snapdragon 870 จาก Qualcomm 

Xiaoxin Pad Pro 12.6

นอกจากนี้Xiaoxin Pad Pro 12.6 ยังมาพร้อมกล้องหลัง 2 ตัว ความละเอียด 13MP และ 5MP ส่วนกล้องหน้าความละเอียด 8MP พร้อมได้มีของเซ็นเซอร์ ToF และติดตั้งของสิ่งที่เป็นเซ็นเซอร์ของการที่จะสแกนลายนิ้วมือที่ปุ่ม Power มีแบตเตอรี่ความจุ 10,200 mAh รองรับเทคโนโลยีชาร์จไวระดับ 45W 

แถมยังมีข่าวลือว่า ตัวเครื่องอาจมีถาดสำหรับใส่หน่วยของส่วนความจำเสริมแบบ microSD card แต่อาจไม่มีช่องใส่ SIM card ก็เลยยังฟันธงไม่ได้ว่าแท็บเล็ตรุ่นนี้จะรองรับการใช้งาน 4G/5G ด้วยหรือเปล่า หรือจะรองรับแค่ Wi-Fi เท่านั้น 

Xiaoxin Pad Pro 12.6

ทั้งนี้Xiaoxin Pad Pro 12.6 จะได้มีการให้ลงเลือกแบบกัน 2 โมเดลตามของส่วนที่เป็นขนาดของทางด้านแหล่งเก็บเกี่ยวกับข้อมูลและทางด้านของหน่วยความจำคือ รุ่น 6 GB/128 GB และรุ่น 8 GB/ 256 GB

โดยคาดว่าทาง Lenovo น่าจะเปิดตัวแท็บเล็ตรุ่นนี้ในอีกไม่นานนี้แล้ว และ 123bet แบรนด์ไทยรายใหญ่ แอพคาสิโนบนมือถือ ที่ใหญ่ที่สุดและปลอดภัย 100% เดิมพันง่าย รวยไว ปลอดภัย ให้บริการ 24 ชั่วโมง

ติดตาม ข่าวสารวงการไอที และ อัพเดทได้ก่อนใครที่นี่

เปิดตัว Xiaomi Watch Color 2 หน้าจอ AMOLED พร้อมคุณสมบัติกันน้ำ 5ATM

Xiaomi Watch Color 2

Xiaomi Watch Color 2 สมาร์ทวอทช์สายสุขภาพรุ่นล่าสุดที่มาพร้อมฟีเจอร์การออกกำลังกายและการดูแลสุขภาพครบครัน พร้อมอัพเกรดสเปคแบบจัดเต็มมากกว่ารุ่นก่อนหลายรายการ

ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอ AMOLED ขนาด 1.43 นิ้ว แบตเตอรี่ขนาด 470 mAh ที่ทาง Xiaomi เคลมว่าสามารถใช้งานได้แบบต่อเนื่องนานสูงสุดถึง 12 วัน แถมยังรองรับคุณสมบัติที่เป็นส่วนของการกันน้ำ 5ATM อีกด้วย

Xiaomi Watch Color 2 มีระบบตรวจจับอ็อกซิเจนในเลือดและตรวจจับชีพจร 24 ชม.

Xiaomi Watch Color 2

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงต้นปี 2020 ค่าย Xiaomi ได้เปิดตัวสมาร์ทวอทช์สำหรับสายสุขภาพอย่าง Watch Color รุ่นแรกออกสู่ตลาด ซึ่งก็ได้รับเสียงตอบรับในทางบวก ทำให้ล่าสุด นาย “เหลย จุน” (Lei Jun) ซีอีโอของ Xiaomi ได้โพสต์เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ผ่านบัญชี Weibo ส่วนตัว นั่นคือXiaomi Watch Color 2ที่มาพร้อมการอัพเกรดสเปคจากรุ่นก่อนหลายรายการ

ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอแสดงผลแบบ AMOLED ที่มีขนาดใหญ่กว่าเดิมจาก 1.39 นิ้ว เป็น 1.43 นิ้ว มีความหนาแน่นของเม็ดพิกเซลต่อตารางนิ้วอยู่ที่ 326 PPI ซึ่งถือว่าแสดงผลได้ละเอียดและเนียนตาพอสมควร

รองรับอัตรารีเฟรชเรท 60Hz ติดตั้งแบตเตอรี่ความจุ 470 mAh ที่ Xiaomi เคลมว่าสามารถที่จะทำการใช้งานได้ต่อเนื่องนานสูงสุดถึง 12 วัน  รวมถึงรองรับของสิ่งที่เป็นมาตรฐานของการที่ได้กันน้ำระดับ 5ATM ซึ่งมากพอที่จะใส่ลงไปว่ายน้ำได้ลึกถึง 50 เมตรเลยทีเดียว

Xiaomi Watch Color 2

นอกจากนี้Xiaomi Watch Color 2 ยังได้มีการมาพร้อมกันตัวของโหมดที่จะทำการใช้งานสำหรับที่จะเป็นออกำลังกายกันที่มากถึง 117 โหมด เช่น เซ็นเซอร์ที่เป็นการตรวจจับของอ็อกซิเจนในระบบเลือด, เซ็นเซอร์ตรวจจับของทางด้านชีพจรแบบ 24 ชั่วโมง และเซ็นเซอร์ตรวจจับคุณภาพการนอนหลับ รองรับการคุยโทรศัพท์โดยเชื่อมกับมือถือผ่านบลูทูธ รวมถึงยังรองรับการใช้งานแบบ Third Party ได้ด้วย ทั้งนี้Xiaomi Watch Color 2 มีกำหนดวางจำหน่ายในประเทศจีนวันพฤหัสบดีที่ 30 กันยายน ที่จะถึงนี้

โดยมีราคาเปิดตัวแพงกว่า Watch Color 1 อยู่ที่ 999 หยวน หรือประมาณ 5,200 บาท ขณะที่รุ่นแรกมีราคาเปิดตัวที่ 799 หยวน หรือประมาณ 4,160 บาท

Xiaomi Watch Color 2

ซึ่งตอนนี้ทาง Xiaomi ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดว่าจะมีการส่งสมาร์ทวอทช์รุ่นนี้ออกมาทำตลาดนอกประเทศจีนหรือไม่ และ 356bet เว็บไซต์พนันออนไลน์ชั้นนำ ที่ทั่วโลกต่างให้การยอมรับ ว่าดีที่สุดในตอนนี้ เดิมพันง่าย รวยไว ปลอดภัย ได้เงินจริง

ติดตาม ข่าวสารวงการไอที และ อัพเดทได้ก่อนใครที่นี่

Tesla เซี่ยงไฮ้ ตั้งเป้าผลิตรถ 300,000 คัน ใน 3 ไตรมาส แม้เจอปัญหาชิปขาดแคลน

Tesla เซี่ยงไฮ้

Tesla เซี่ยงไฮ้ หนึ่งในโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดในโลกของบริษัท Tesla ตั้งเป้าผลิตรถยนต์ที่เป็นของรุ่นไฟฟ้าให้ได้ 300,000 คัน ใน 3 ไตรมาสที่เป็นแรก ๆ ของปี 2021 นี้

หลังจากที่บริษัทประสบปัญหาการผลิตและส่งมอบรถยนต์ให้ลูกค้าล่าช้า เนื่องจากประสบปัญหาชิปขาดแคลนอย่างหนักทั่วโลก ซึ่งหากรวมแผนการผลิตทั้ง 4 ไตรมาสแล้ว Tesla ตั้งเป้าหมายผลิตสิ่งที่เป็นรถยนต์รุ่นของไฟฟ้าที่โรงงานในเซี่ยงไฮ้ให้ได้ 450,000 คันเลยทีเดียว

Tesla เซี่ยงไฮ้ มีแผนส่งรถยนต์ออกไปขายต่างประเทศจำนวน 66,100 คันในปี 2021

Tesla เซี่ยงไฮ้

ตามการรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์อ้างว่าTesla เซี่ยงไฮ้ที่เป็นโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้านอกสหรัฐฯ แห่งแรกของบริษัท Tesla ได้ตั้งเป้าว่าจะผลิตรถยนต์ไฟฟ้าให้ได้ 300,000 คัน ในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปีนี้ คือตั้งแต่เดือนมกราคา – กันยายน หลังบริษัทประสบพบเจอกับปัญหาในการผลิตและส่งมอบรถยนต์ให้ลูกค้าล่าช้า

เนื่องจากประสบกับปัญหาของชิปที่มันนั้นได้มีการขาดแคลนอย่างหนักทั่วโลก โดยในช่วงเดือนมกราคม – สิงหาคาม ที่ผ่านมา ปรากฏว่า Tesla มียอดของการที่ได้ส่งมอบสิ่งที่เป็นรถยนต์ของรุ่นไฟฟ้านั้นออกจากทางด้านโรงงานที่เซี่ยงไฮ้ประมาณ 240,000 คัน และมียอดส่งมอบเฉพาะเดือนสิงหาคมที่ 44,264 คัน แบ่งเป็นส่งออกไปต่างประเทศถึง 31,379 คัน แต่กลับส่งมอบให้ลูกค้าภายในประเทศจีนเพียง 12,885 คันเท่านั้น จนเกิดเหตุการณ์ที่ชาวจีนบางรายไม่พอใจถึงกับปีนขึ้นไปประท้วงบนรถยนต์ Model 3 เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

Tesla เซี่ยงไฮ้

ดังนั้นTesla เซี่ยงไฮ้จึงตั้งเป้าหมายที่จะทำการผลิตส่วนของรถยนต์ที่เป็นรุ่นไฟฟ้าให้ได้ 300,000 คัน ภายใน 9 เดือนแรก และ 450,000 คันภายในปีนี้ เพื่อเร่งส่งมอบรถให้กับลูกค้าในประเทศจีนให้ทันตามกำหนด ซึ่งก็ต้องรอลุ้นกันว่าเมื่อหมดเดือนกันยายนนี้ Tesla จะผลิตของตัวรถยนต์แตะหลัก 300,000 คัน อย่างที่ตั้งเป้าไว้หรือไม่

Tesla เซี่ยงไฮ้

สำหรับTesla เซี่ยงไฮ้เป็นโรงงานที่ได้ทำการผลิตส่วนของรถยนต์ที่เป็นรุ่นไฟฟ้าที่เริ่มเดินสายการผลิตรถยนต์ตั้งแต่ต้นปี 2019 ก่อนจะสามารถส่งมอบรถยนต์ซีดานไฟฟ้า Model 3 ให้ลูกค้าในประเทศจีนครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม ปีเดียวกัน พร้อมทั้งส่งรถยนต์ของรุ่นไฟฟ้าออกไปยังกว่า 10 ประเทศทั่ว โดยทางด้านสมาคมทางตัวรถยนต์นั่งส่วนบุคคลของประเทศจีน (CPCA) เผยว่า Tesla Model 3 มียอดขายทั้งปีกว่า 137,000 คันในปี 2020 เลยทีเดียว และ Betclic88  ศูนย์รวมความบันเทิงในการเดิมพันคาสิโนออนไลน์ ทุกรูปแบบ ครบครัน เดิมพันง่าย รวยไว ปลอดภัย ได้เงินจริง

ติดตาม ข่าวสารวงการไอที และ อัพเดทได้ก่อนใครที่นี่

บริษัทชิปผวา หลัง ชิปปลอม ระบาดหนัก เหตุวิกฤติชิปขาดแคลน

ชิปปลอม

ชิปปลอม กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่บรรดาบริษัทที่ทำการผลิตของสิ่งที่เป็นอุปกรณ์ทางด้านของอิเล็กทรอนิกส์ของทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ หลังมีนักวิจัยด้านอุปกรณ์ที่เป็นของทางอิเล็กทรอนิกส์ปลอมออกมาเปิดเผยข้อมูลว่า ได้มีบริษัทที่ทำการผลิตชิปในตลาดมืดจำนวนที่มันนั้นมากฉวยโอกาสในช่วงวิกฤติชิปขาดตลาดแอบนำชิปที่ไม่ได้มาตรฐานเข้ามาขายปนกับชิปของแท้ จนทำให้บริษัทอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ถูกหลอกเป็นจำนวนมาก

ชิปปลอม อาจปะปนอยู่กับสินค้าใหม่ในตลาดกว่า 30% 

ชิปปลอม

ตามการเปิดเผยของนักวิจัยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ปลอมจากสถาบัน “Center for Advanced Life Cycle Engineering” (CALCE) ระบุว่า ระหว่างเดือนมิถุนายน – สิงหาคม ที่ผ่านมา บริษัท OKI Engineering ได้รับว่างจ้างให้ทำการตรวจสอบชิปที่ต้องสงสัยว่าจะเป็น ชิปปลอม จำนวนถึง 150 เคส

ซึ่งจากการตรวจสอบพบชิปกว่า 30% เป็นชิปที่ไม่ได้มาตรฐาน  โดยคำว่า “ไม่ได้มาตรฐาน” ในที่นี้ หมายถึงชิปที่ถูกปลอมแปลงจนแนบเนียนยันแพ็กเกจ รวมถึงชิปที่งัดแงะมาจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เก่า แล้วนำมา “ย้อมแมว” เปลี่ยนหมายเลขเพื่อปิดบังวันที่ผลิตก่อนจะขายเหมือนชิปใหม่จากโรงงาน 

ชิปปลอม

ตามรายงานตลาดหุ้น Nikkei ประเทศญี่ปุ่น ระบุว่า บริษัทล่าสุดที่ตกเป็นเหยื่อของ ชิปปลอม ก็คือ Jenesis บริษัทอิเล็กทรอนิกส์จากประเทศญี่ปุ่นที่ได้สั่งซื้อไมโครคอนโทรลเลอร์ผ่านบริษัทนายหน้าทาง Alibaba แต่สุดท้ายชิปที่ถูกส่งมากลับไม่ได้สามารถใช้งานได้ เพราะมันเป็นไมโครคอนโทรลเลอร์ปลอมที่ถูกตกแต่งหน้าตาภายนอกให้เหมือนของแท้ แต่ไส้ในกลับใช้งานไม่ได้ และแน่นอนว่าบริษัทผู้ขายก็ล่องหนหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยทันทีหลังรับเงินไปแล้ว (ใครจะอยู่ให้จับ) 

ชิปปลอม

ทั้งนี้ สองบริษัทที่ถือว่าเป็นผู้ผลิตของตัวชิปรายใหญ่ของโลกอย่าง TSMC และ Intel คาดการณ์กันนั้นว่า วิกฤติชิปขาดตลาดจะยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ต่อไปอย่างน้อยถึงปี 2023 เลยทีเดียว ซึ่งก็น่าจะเป็นโอกาสทางให้บรรดามิจฉาชีพฉวยโอกาสนี้เอา ชิปปลอม ออกมาหลอกขายให้กับบริษัทอิเล็กทรอนิสก์รายเล็ก ๆ ที่ไม่มีทางเลือกในการจัดหารชิปด้วยตัวเองมากนัก รวมถึงบริษัทที่ละเลยขั้นตอนการตรวจสอบสินค้าอย่างที่ควรจะเป็น ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่เหล่ามิจฉาชีพใช้ปล่อยชิปไม่ได้มาตรฐานเข้าสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก และห้ามพลาด slot99  เกมการเดิมพันออนไลน์ที่หลายคนเลือกเล่น มาพร้อมกับ รูปแบบการเดิมพันที่สุดมันส์ เล่นง่าย ได้เงินจริง ปลอดภัย ได้เงิน 100% แน่นอน

ติดตาม ข่าวสารวงการไอที และ อัพเดทได้ก่อนใครที่นี่

เปิดตัว OPPO Reno6 5G สมาร์ทโฟนกล้องล้ำด้วยเทคโนโลยี AI

OPPO Reno6 5G

OPPO Reno6 5G สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ที่มาพร้อมกับสิ่งที่เป็นรูปลักษณ์แปลกตาแบบ “เรโทร” โดดเด่นด้วยสิ่งที่ได้มีการดีไซน์ออกมาบางเฉียบ และเทคนิค Reno Glow ที่ให้สีสันที่ได้เปล่งประกายต่ออันที่เป็นสิ่งที่มันนั้นเอกลักษณ์เลยของทางแบรนด์ OPPO

ขับเคลื่อนด้วยขุมพลัง Dimensity 900 จาก MediaTek ที่สามารถที่จะทำการรองรับกับสิ่งที่เชื่อมต่อของ 5G ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเทคโนโลยีกล้อง AI อัจฉริยะที่มีฟีเจอร์สุดล้ำอย่างการถ่ายวิดีโอที่ถือว่าเป็นพอร์ตเทรตให้พื้นหลังโบเก้แบบเรียลไทม์ได้

OPPO Reno6 5G มาพร้อมหน้าจอ AMOLED ความละเอียดระดับ Full HD+

OPPO Reno6 5G

OPPO Reno6 5Gมาพร้อมกับสิ่งที่ได้ดีไซน์ออกมาของขอบเจ้าตัวเครื่องที่เป็นแบบเหลี่ยม โดดเด่นด้วยความบางเฉียบแบบ “Ultra-slim Retro Design” เพียง 7.59 มิลลิเมตร และน้ำหนักที่ถือกันได้ว่าเบาที่ 182 กรัม ติดตั้งหน้าจอแสดงผลแบบ AMOLED ขนาด 6.4 นิ้ว ความละเอียด Full HD+ (1,080 x 2,400 พิกเซล)

รองรับอัตรารีเฟรชเรท 90Hz  ขับเคลื่อนการทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Android 11 ครอบด้วย Color OS 11.3  ใช้ชิปเซ็ต Dimensity 900 จาก MediaTek ความเร็ว 2.4 GHz ทำงานร่วมกับหน่วยประมวลผลกราฟฟิก Mali-G78 MC4

ใช้หน่วยความจำ RAM ขนาด 8GB และ ROM ความจุ 128GB พร้อมฟีเจอร์ “RAM Expansion” ที่ช่วยแก้ปัญหาโทรศัพท์ RAM เต็มเมื่อเปิดหลายแอปฯ พร้อมกัน โดยสามารถนำพื้นที่ ROM บางส่วนมาเพิ่มให้ RAM ได้ เพื่อการใช้งานที่ลื่นไหลไม่มีสะดุด

นอกจากนี้OPPO Reno6 5G ยังมาพร้อมกับตัวกล้องหลังนั้นทั้ง 3 ตัว ประกอบด้วย กล้องหลักความละเอียด 64MP, กล้อง Ultrawide ความละเอียด 2MP และกล้อง Macro ความละเอียด 2 MP

OPPO Reno6 5G

พร้อมเทคโนโลยี AI สุดล้ำที่มันนั้นเต็มกันไปด้วยกับสิ่งที่เป็นฟีเจอร์สำหรับใช้ในการถ่ายภาพแบบมืออาชีพ เช่น การถ่ายวิดีโอที่เป็นของพอร์ตเทรตให้ในส่วนพื้นหลังที่เป็นโบเก้แบบที่มันนั้นเรียลไทม์

หรือฟีเจอร์ Bokeh Flare Portrait Video ที่ได้ช่วยในการเบลอของส่วนที่เป็นแสงไฟพื้นหลังที่มันนั้นแบบที่เป็นเรียลไทม์ให้เป็นดวงไฟโบเก้ระยิบระยับ รวมถึงฟีเจอร์ Portrait Beautification Video ที่สามารถจะทำการจดจำในส่วนที่เป็นจุดที่ถือว่าสำคัญเลยจริง ๆ บนใบหน้านั้นได้เลยได้ถึง 193 จุด ช่วยให้ภาพคมชัด สวยงามเป็นธรรมชาติ 

ในส่วนของแบตเตอรี่ความจุ 4,300 mAh รองรับเทคโนโลยีชาร์จไวระดับ 65W SuperVOOC 2.0 ซึ่งทาง OPPO เคลมว่าสามารถที่จะทำการชาร์จของตัวแบตเตอรี่ที่เต็มที่เลย 100% ภายเวลาเพียง 28 นาที และการชาร์จแค่ 5 นาที ก็สามารถดูวิดีโอได้นานถึง 4 ชั่วโมงเลยทีเดียว

OPPO Reno6 5G

สำหรับ OPPO Reno6 5G วางจำหน่ายในบ้านเราแล้วตั้งแต่วันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา โดยมีให้เลือกด้วยกัน 2 สี ได้แก่ สี Aurora และสีดำ Stellar Black สนนราคาอยู่ที่ 17,xxx บาท และ ufabet 168 เว็บไซต์คาสิโนออนไลน์ แทงบอลออนไลน์ เดิมพันง่าย เดิมพันได้หลากหลาย รวยไว ปลอดภัย ได้เงินจริง

ติดตาม ข่าวสารวงการไอที และ อัพเดทได้ก่อนใครที่นี่

หลุดสเปค DJI Mavic 3 โดรนสุดล้ำที่มาพร้อมกับตัวเลนส์ซูม 7x

DJI Mavic 3

DJI Mavic 3 โดรนที่เป็นของระดับไฮเอนด์ที่คาดว่าจะเปิดตัวภายในเดือนกันยายนนี้ ได้มีข้อมูลด้านสเปคหลุดออกมาว่า มันจะมาพร้อมกับตัวกล้องที่ได้รับการอัพเกรดให้มันมีสิ่งที่เทพกว่าในรุ่น Mavic 2

โดยอาจมาพร้อมกับตัวกล้องคู่  ประกอบด้วยกล้อง Telephoto ที่สามารถที่จะทำการซูมได้เลยระดับ 7x และกล้องหลัก F/2.8 EQV 24 ซึ่งตัวกล้องทั้ง 2 ตัวนี้นั้น สามารถที่จะทำการสลับกับการที่จะใช้งานนั้นเพื่อที่จะทำการเปลี่ยนของมุมมองกันได้แบบที่เนียน ๆ ได้อีกด้วย

DJI Mavic 3 สามารถบินต่อเนื่องได้นานสูงสุด 45 นาที

DJI Mavic 3

หลังจากที่ Mavic 2 เปิดตัวไปตั้งแต่ช่วงปี 2018 ล่าสุดก็ถึงคิวของโดรนรุ่นใหม่อย่างDJI Mavic 3 ที่คาดว่าจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายในเดือนกันยายนนี้ โดยมันจะมาพร้อมกับสเปคที่ได้รับการอัพเกรดจากรุ่นก่อนหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นกล้องคู่ที่ประกอบด้วยกล้อง Telephoto กำลังซูมระดับ 7x บริเวณด้านบน

และกล้องหลัก F/2.8 EQV 24 ที่อยู่ด้านล่าง ซึ่งกล้องทั้ง 2 ตัวนี้ สามารถสลับการใช้งานเพื่อเปลี่ยนมุมมองแบบเนียน ๆ ไม่มีสะดุด รวมถึงตัวที่เป็นรีโมทของการคอนโทรลที่จะได้รับการอัพเกรดให้รองรับฟีเจอร์ DJI OcuSync 3.0 สำหรับการถ่ายทอดสดจากกล้องโดรนเข้ามาที่ตัวคอนโทรลเลอร์ได้เสถียรกว่าเดิม 

DJI Mavic 3

ทั้งนี้DJI Mavic 3 จะมีด้วยกัน 2 รุ่น ซึ่งเหมือนกันทั้งรูปร่างหน้าตาและสเปคโดยรวม ต่างกันตรงที่พื้นที่เก็บข้อมูลภายในที่รุ่นท็อปจะใช้ ROM แบบ SSD ขนาด 1TB ส่วนรุ่นเล็กจะใช้เป็นช่องใส่ microSD Card แทน  โดยทั้งสองรุ่นยังมาพร้อมแบตเตอรี่ขนาดเท่ากันที่สามารถที่จะทำการบินต่อเนื่องเลยได้แบบนานสูงสุด 45 นาที ซึ่งมากกว่ารุ่นเก่าอย่าง Mavic 2 ที่บินต่อเนื่องได้เพียง 31 นาทีเท่านั้น พูดง่าย ๆ ว่า แบตเตอรี่อึดขึ้นถึง 14 นาทีเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้เรายังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับฟีเจอร์สำคัญ ๆ ของเจ้าDJI Mavic 3มากนัก

ส่วนใหญ่ล้วนเป็นสเปคทั่วไปที่ยังมีสถานะเป็นเพียงข่าวหลุดอย่างไม่เป็นทางการเท่านั้น ฉะนั้นจึงต้องรอการเปิดตัวอย่างเป็นทางการอีกที แต่สำหรับใครนั้นที่กำลังอยากที่จะได้โดรนในแบบราคาที่มันนั้นเบา ๆ

DJI Mavic 3

แต่สเปคหนัก ๆ ก็สามารถไปหาโดรนรุ่นเล็กอย่าง DJI Mini SE มาลองเล่นกันได้เลย เพราะวางจำหน่ายในบ้านเรามาสักพักหนึ่งแล้ว และอย่าพลาด sa gaming เว็บตรง คาสิโนออนไลน์ อันดับ 1 ของประเทศ เดิมพันง่าย มีเกมเดิมพันมากมาย รางวัลเยอะ ให้บริการ 24 ชั่วโมง

ติดตาม ข่าวสารวงการไอที และ อัพเดทได้ก่อนใครที่นี่

เปิดตัว Ray-Ban Stories แว่นตาอัจฉริยะรุ่นแรกจาก Facebook

Ray-Ban Stories

Ray-Ban Stories แว่นตาอัจฉริยะรุ่นแรกของ Facebook ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 9 กันยายน ที่ผ่านมา ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง Facebook กับ EssilorLuxottica บริษัทที่เป็นผู้ผลิตของตัวแว่นตาRay-Ban

โดยมันมาพร้อมเทคโนโลยีภาพเสมือนจริง หรือ “AR” (Augmented Reality) ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถที่จะทำการรับสายของโทรศัพท์, ถ่ายภาพ หรือที่เป็นคลิปวิดีโอ และโพสต์ลงบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ของ Facebook ได้ทันที

Ray-Ban Stories รับคำสั่งถ่ายภาพด้วยเสียงของผู้ใช้

 Ray-Ban Stories

Ray-Ban Storiesเป็นแว่นตาอัจฉริยะที่ Facebook ร่วมกันพัฒนากับ EssilorLuxottica บริษัทที่เป็นผู้ผลิตของตัวแว่นตาRay-Ban ที่มาพร้อมเทคโนโลยี VR (Augmented Reality) สุดล้ำ และระบบผู้ช่วยเสมือนจริงที่สามารถรับคำสั่งเสียงของผู้ใช้ได้ ช่วยให้ผู้ใช้นั้นสามารถที่จะทำการรับสายของโทรศัพท์, ฟังเพลง หรือแม้แต่จะเป็นถ่ายภาพ/คลิปวิดีโอสั้น ๆ

เพื่อโพสต์ลงบนเครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์ของ Facebook ได้ทันที โดยตัวแว่นตาจะมีไฟ LED แสดงให้กับทางของคนอื่น ๆ นั้นเห็นว่าทางด้านผู้ใช้นั้นกำลังที่จะทำการบันทึกภาพหรือตัววิดีโออยู่ ส่วนเรื่องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้แว่นตารุ่นนี้ ทาง Facebook ยืนยันว่า บริษัจจะไม่สามารถที่จะเข้าถึงในส่วนของข้อมูลทางด้านผู้ใช้แว่นตานั้นหากเขาไม่ได้ทำการรับอนุญาต โดยรูปภาพหรือคลิปวิดีโอส่วนตัวที่ถ่ายผ่านแว่นตาตัวนี้จะถูกจัดเก็บไว้ในแอปพลิเคชั่น Facebook View ซึ่งจะไม่มีลิงค์โฆษณาขึ้นมารบกวนแต่อย่างใด 

 Ray-Ban Stories

อย่างไรก็ตาม Facebook ได้แนะนำของทางด้านผู้ใช้แว่นRay-Ban Stories ให้มีได้มีความรู้สำนึกของการรับผิดชอบนั้นต่อของสังคมทุกครั้งเมื่อใช้อุปกรณ์นี้  โดยเฉพาะการบันทึกภาพหรือคลิปวิดีโอที่เกี่ยวกับเรื่องผิดกฎหมาย หรือบันทึกภาพที่มีข้อมูลความลับต่าง ๆ เป็นต้น  ส่วนทางด้าน “มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก” (Mark Zuckerberg) ผู้บริหารคนดังของ Facebook ได้ออกมาระบุในเพจของเขาเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 9 กันยายน ที่ผ่านมาว่า แว่นตาอัจฉริยะรุ่นนี้จะกลายเป็นส่วนสำคัญของการสร้างแพลตฟอร์มคอมพิวเตอร์และเครือข่ายสังคมออนไลน์ในอนาคตอันใกล้

Facebook มีแผนจะวางจำหน่ายแว่นตาอัจฉริยะรุ่นนี้ในเร็ว ๆ นี้ โดยคาดว่าสนนราคาอยู่ที่ 299 เหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 9,200 บาท (ไม่รวมภาษี)

 Ray-Ban Stories

ทั้งนี้ ปัจจุบัน Facebook มีรายได้ส่วนใหญ่จาก “โฆษณา” บนแพลตฟอร์ม แต่การเกิดขึ้นของสื่อโซเชียลมีเดียใหม่ ๆ ใสช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ Facebook จำเป็นต้องมองหาการลงทุนใหม่ ๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ การลงทุนกับเทคโนโลยี VR และ AR โดย Facebook ประสบความสำเร็จอย่างมากในการพัฒนาอุปกรณ์แว่นตา Oculus VR และอย่าพลาด JOKER168 สล็อตออนไลน์น่าสนใจประจำปี 2021 เล่นง่าย ได้เงินไวที่สุดในตอนนี้ ฝากถอนรวดเร็ว ให้บริการ 24 ชั่วโมง

ติดตาม ข่าวสารวงการไอที และ อัพเดทได้ก่อนใครที่นี่